สั่งทำสติกเกอร์ติดสินค้า

3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนกดสั่งทำสติกเกอร์ติดสินค้า

  • เลือก “เนื้อสติกเกอร์” ให้เหมาะกับการใช้งาน
    นี่คือจุดที่มือใหม่พลาดบ่อยที่สุด! หากเลือกเนื้อสติกเกอร์ไม่เหมาะกับประเภทสินค้า อาจทำให้ฉลากลอกล่อน ขาด หรือหมึกละลายได้ง่าย ๆ ครับ
    • สติกเกอร์กระดาษ (Paper Sticker)  ราคาประหยัดที่สุด ฉีกขาดได้ โดนน้ำได้นิดหน่อย (ไม่ถึงกับแช่น้ำ) เหมาะกับกล่องขนม, ถุงเบเกอรี่, กล่องพัสดุ หรือสินค้าที่ไม่ต้องแช่เย็น
    • สติกเกอร์ PP (Polypropylene)  เนื้อพลาสติก เหนียว ฉีกไม่ขาด กันน้ำได้ 100% มีทั้งแบบขาวเงา ขาวด้าน และแบบใส เหมาะกับขวดเครื่องดื่ม, อาหารแช่แข็ง, แชมพู, และเครื่องสำอางที่ต้องเจอความชื้น
    • สติกเกอร์คราฟต์ (Kraft Paper)  เนื้อกระดาษสีน้ำตาลธรรมชาติ ให้ความรู้สึกมินิมอล รักษ์โลก วินเทจ เหมาะกับสินค้าออร์แกนิก, กาแฟ, หรือของแฮนด์เมด
  • เลือก “ระบบพิมพ์” ให้คุ้มค่ากับจำนวน
    • ระบบดิจิทัล (Digital Printing) เหมาะสำหรับการสั่งทำจำนวนน้อย (ไม่มีขั้นต่ำ หรือขั้นต่ำน้อย) เปลี่ยนแบบได้บ่อย คมชัดสูง เหมาะกับแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นหรือต้องการทดลองตลาด
    • ระบบออฟเซต / แฟล็กโซ (Offset / Flexo)  เหมาะสำหรับการสั่งผลิตล็อตใหญ่ (หลักหมื่นดวงขึ้นไป) ยิ่งสั่งเยอะ ต้นทุนต่อชิ้นจะถูกลงมาก มักผลิตออกมาในรูปแบบ “สติกเกอร์ม้วน” เพื่อใช้กับเครื่องติดฉลากอัตโนมัติ
  • เช็กความถูกต้องของข้อมูลบนฉลาก
    ก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ อย่าลืมตรวจทานข้อมูลสำคัญเหล่านี้:
    • โลโก้แบรนด์และชื่อสินค้า (ต้องเด่นชัด)
    • ข้อมูลติดต่อ (Line, Facebook, เบอร์โทร หรือ QR Code)
    • ปริมาณสุทธิ, ส่วนประกอบสำคัญ, วันผลิต/หมดอายุ
    • เครื่องหมายรับรองต่าง ๆ (เช่น เลข อย., ฮาลาล) และบาร์โค้ด (ถ้ามี)

เทคนิคการออกแบบสติกเกอร์ให้ “ดึงดูดสายตา”

  • คุมโทนสีให้ชัดเจน  สีของสติกเกอร์ควรสะท้อนตัวตนของแบรนด์ เช่น สีเขียวสำหรับสินค้าธรรมชาติ, สีทอง/ดำสำหรับความพรีเมียมหรูหรา, หรือสีพาสเทลสำหรับสินค้าแนวน่ารักมินิมอล
  • เว้นระยะตัดตก   เวลาออกแบบควรเผื่อขอบเลยออกไปประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เห็นขอบสีขาวตอนที่โรงพิมพ์ไดคัท (ตัดตามรูปทรง)
  • ใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย  ชื่อสินค้าควรใช้ฟอนต์ที่มองเห็นชัดเจนในระยะ 1 เมตร ส่วนข้อมูลส่วนประกอบสามารถใช้ฟอนต์ขนาดเล็กแต่ต้องคมชัด